อังกฤษ....ความใฝ่ฝันที่หมายมั่นปั้นมือไว้เป็นหลายปี ไม่มีโอกาสได้ไปซักที หลังจากที่เพื่อนทางโน้นชวนแล้วชวนอีก จนเพื่อนแต่ละคนหนีกลับประเทศตัวเองกันหมดแล้วก็ยังไม่ได้ไปซักที เนื่องจากสภาพการเงินไม่อำนวย มาปีนี้ก็ยังจนอยู่เหมือนเดิม แต่ความอยากมันพลุ่งพล่านเมื่อได้มีโอกาสไปออกบู้ทงานแสดงสินค้าที่เยอรมนี ตัดสินใจจองตั๋วบินต่อจากโคโลญจน์ไปลอนดอน
ยังนะ...การเดินทางยังไม่ได้เริ่ม ตั๋วพร้อม...วีซ่ายังไม่พร้อม ยื่นขอวิซ่าไปเมื่อวันที่ 12 กันยา ล่าช้าเนื่องจากรอวีซ่าเชงเก้นที่จะไปเยอรมันให้ผ่านก่อน สิ่งที่เพิ่งรู้เมื่อต้องขอวีซ่าอังกฤษ....
1. ต้องกรอกเอกสาร online ที่ http://www.vfs-uk-th.com/ ซึ่งเป็นตัวแทนสถานทูตอังกฤษในการรับคำร้องขอวีซ่า อยู่ชั้นล่างตึก Regent House ติดๆกับ AUA
2. ควรศึกษาเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ และเตรียมข้อมูลทุกอย่างให้พร้อมก่อนที่จะเริ่มกรอกใบคำขอ ทั้งเรื่องวันเดินทาง ที่พัก ...
3. หากเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ต้องมีเงินในบัญชีอย่างน้อย 6 หลัก
4. เมื่อกรอกใบคำร้องเสร็จแล้ว ก็ทำการขอนัดคิวยื่นวีซ่า online ต่อได้เลย
5. ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า ต้องซื้อเป็นแคชเชียร์เช็ค หลังกรอกใบสมัครจะมีการแจ้งอัตราค่าธรรมเนียม แต่......อย่าซื้อไปก่อนเด็ดขาด เพราะอัตราค่าธรรมเนียมมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด วันที่เรากรอกใบสมัคร เค้าบอกราคาที่ 3,480 บาท แต่พอวันที่นัดยื่นเอกสาร ราคาปรับขึ้นไปเป็น 4,080 บาท แนะนำให้ไปซื้อที่ธนาคารที่อยู่ชั้นล่างของตึกเดียวกันนี่แหละ เหมือนออกแนวหากินกับการขายแคชเชียร์เช็คให้สถานทูตเลย เพราะใช้เวลาไม่นานก็ซื้อเสร็จ และก็มีแต่คิวไปซื้อแคชเชียร์เช็ค
6. ระยะเวลาในการขอวีซ่า 15 วันทำการ (ไม่นับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์) นับไปนับมาดันพอดีกับวันที่เราบินเลย รอลุ้นว่าจะผ่านไม๊ เพี้ยงๆ
7. ศูนย์ VFS มีการรักษาความปลอดภัยค่อนข้างเคร่งครัด จะมีเจ้าหน้าที่คอยมาเรียกให้เข้าก่อนเวลานัด 10 นาที ใครมาก่อนนานๆ ห้ามเข้านะจ๊ะ นั่งรอด้านนอกเท่านั้น มีวัยรุ่นคนนึงคิวหน้าเราคาดว่าจะไปเรียนต่อมีคุณพ่อมาเป็นเพื่อนและเป็นสปอนเซอร์ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเยาวชนอายุเกิน 18 ปีแล้วต้องเข้าไปยื่นเอกสารด้วยตัวเองนะครับ ผู้ปกครองขอความกรุณารอด้านนอก คุณพ่อหน้าจ๋อยเลย
8. เมื่อได้เข้าไปด้านใน ก็ยังต้องไปนั่งรออีก เนื่องจากบางคนก็ยังยื่นเอกสารไม่เสร็จ เจ้าหน้าที่ที่รับยื่นเอกสารก็มีคำถามมากมาย ไปทำไม ไปเมื่อไหร่ ไปกี่วัน ไปพักที่ไหน ระหว่างที่นั่งรอสังเกตดูแต่ละคนดูมีฐานะกันทั้งนั้นเลย ถือสมุดบัญชีกันมาเป็นหลายๆเล่ม ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทเด็กๆที่บ้านมีตังค์แล้วพ่อแม่ส่งไปเรียน
เราก็ยื่นเอกสารทั้งหมดแบบไม่มีปัญหาอะไร เพราะเตรียมมาอย่างพร้อมและเยอะ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้วีซ่า เจ้าหน้าที่ก็เอาเอกสารทั้งหมดไปและให้ใบเสร็จรับเงินพร้อมรหัสที่จะสามารถเช็คความคืบหน้าของวีซ่า online ได้ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จ ตอนนี้ก็มาลุ้นกันละว่า....ชั้นจะได้ไปอังกฤษสมใจอยากซักทีไม๊
Saturday, September 21, 2013
Wednesday, July 10, 2013
CoCo - The Gang
ห่างหายจากการเขียนบล๊อคไปนานมาก จริงๆก็ไม่ค่อยจะได้จริงจังกับการทำบล๊อคของตัวเองซักเท่าไหร่ แต่ช่วงนี้มีความรักใหม่เกิดขึ้น เลยอยากจะแชร์ให้โลกรู้ซักหน่อย
กับการเริ่มต้นบทความแรกของปีนี้ ยังไม่คล่องกับการกลับมาใช้บล๊อคอีกครั้ง ขอปรับตัวซักพัก เอารูปไว้ดูเล่นๆกันก่อนนะคะ นี่แหละค่ะความรักใหม่ของเราที่ว่า ... น่ารักใช่ม๊า ^^
กับการเริ่มต้นบทความแรกของปีนี้ ยังไม่คล่องกับการกลับมาใช้บล๊อคอีกครั้ง ขอปรับตัวซักพัก เอารูปไว้ดูเล่นๆกันก่อนนะคะ นี่แหละค่ะความรักใหม่ของเราที่ว่า ... น่ารักใช่ม๊า ^^
Wednesday, August 24, 2011
Canine Patellar Luxation - โรคสะบ้าเคลื่อนในสุนัข
อยู่ดีๆก็เพิ่งรู้ว่ามีโรคนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย เมื่อวันนึงกะทิวิ่งๆอยู่แล้วก็ร้องอย่างเจ็บปวดรวดร้าวทรมานแบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เราก็ตกใจว่าลูกเป็นอะไร แล้วทำไมร้องไม่หยุด หลังจากนั้นก็เดินได้แค่ 3ขา โดยที่ยกขาหลังซ้ายเอาไว้ไม่ยอมลงขา สังเกตอาการกะทิอยู่ซักชั่วโมงก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว พาไปหาหมอดีกว่า...
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลสัตว์นวมินทร์ หมอจับขาดูแล้วก็บอกว่า เค้าเป็นโรคสะบ้าเคลื่อนในสุนัข ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมในสัตว์เล็กรวมถึงชิวาวา อาจจะต้องได้รับการผ่าตัด เราก็เริ่มจ๋อย...ลูกต้องผ่าตัดเหรอเนี่ย สงสารอ่ะ ก็พยายามถามหมอถึงทางเลือกอื่นๆ หมอบอกว่าตอนนี้หมอจับลูกสะบ้ากลับเข้าไปอยู่ในหลุมให้แล้ว ให้พากลับบ้านแล้วลองไปสังเกตอาการดูก่อนก็ได้ ช่วงนี้ก็แค่ทานพวกแคลเซียมเสริม แต่ถ้าโตไปแล้วเป็นอีก การผ่าตัดก็จะทำได้ยากขึ้น ก็เลยอุ้มกลับบ้านมาพร้อมกระปุกยาแคลเซียมอีก 1 กระปุก
แล้วก็คอยสังเกตอาการกะทิไปเรื่อยๆ คืนนี้เธอจ๋อยมากๆ ทำหน้าตาขี้อ้อนน่าสงสารที่สุดอ่ะ เช้าตื่นมาก็ยังไม่ดีขึ้น ยังคงเดินกะเผลกๆอยู่ ระหว่างอยู่ออฟฟิตที่แทบจะไม่ได้ทำงานเลย ก็ลองหาข้อมูลโรคนี้ในเนทดู ได้ความว่า ...
got kids ^^
Tuesday, August 26, 2008
Tips from Tokyo Trip
วันแรกที่ไปถึงนาริตะ แนะนำให้เที่ยวแบบสบายๆก่อน โดยอาจจะเริ่มจากการไปดู Imperial Palace ก่อน ซึ่งใช้เวลาเดินจากสถานี Tokyo ประมาณ 5-10 นาที ไปถึงก็ได้ดูแต่ด้านหน้าและถ่ายรูปด้านหน้าเพียงอย่างเดียว เพราะเขาไม่ให้เข้าด้านใน
จากนั้นอาจจะไปแวะเดินเล่นแถว Ginza ซึ่งเป็นแหล่งช้อปของ brand name ทั้งหลาย ใครไม่สนของมียี่ห้อ เก๊าะไปเดินดูบรรยากาศเอาเฉยๆละกันจากนั้นก็ไป Tokyo Tower ที่หน้าตาจะเหมือนหอไอเฟล มีให้เลือก 2 แบบ ถ้าจะดูวิวแค่ 150m ก็จ่ายแค่ 820 เยน แต่ถ้าจะดูวิวที่ 250m (ซึ่งถือว่าไปแล้วก็ขึ้นไปเหอะ) จะเสียตังค์ 1420 เยน ถ้าวันไหนฟ้าไม่เป็นใจ ก็จะเห็นหมอกเยอะกว่าเมืองหน่อย
.jpg)
ส่วนวันที่ 2 ถ้าไปตามแพลนที่เราไปกันมา ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ขอแนะนำให้เที่ยว Shinjuku-Harajuku-Shibuya ไล่ลงมาเลย Shinjuku ขอแนะนำให้ไป Tokyo Metropolitan Government Building ซึ่งจะหน้าตาคล้าย Notre Dame ของฝรั่งเศส สามารถขึ้นไปชมวิวที่ยอดตึกทึ้ง 2 ข้างที่ชั้น 54 ได้ฟรีโดยไม่เสียตังค์ วันอาทิตย์ก็เปิดตั้งแต่ 9 โมงครึ่ง ถ้าอากาศดี (ซึ่งจะมีไม่บ่อยครึ้ง) จะมองเห็นยอดภูเขาฟูจิและเมือง Yokohama ได้ ถ้าอยากได้สูดอากาศดีๆตอนเช้า ก็ลองเดินต่อไป Shinjuku Park หรือชอบ shopping ก็เดินกลับไปทาง East Exit ของสถานี shinjuku จะมีห้างใหญ่ๆอยู่หลายแห่งHarajuku ขอแนะนำว่า พอออกจากสถานี Harajuku ให้เดินไปทางขวาก่อน ตรงไปศาลเจ้า Meiji Shrine ก่อน ซึ่งบ่ายๆวันอาทิตย์จะมีวัยรุ่นแต่งตัวแปลกๆมารวมตัวกันอยู่ตรงลานหน้าทางเข้าของศาลเจ้า
.jpg)
วันที่ 3 ในโตเกียว เอาแถวๆ Asakusa ดีกว่าเริ่มจากนี่เลย วัด Sensoji หรือ Asakusa เป็นที่ประดิษสถานองค์เจ้าแม่กวนอิม ที่จะมีโคมไฟใหญ่สีแดงอยู่ตรงกลางประตูทางเข้าวัด มีเจดีย์ 5 ชั้น ทางเดินก่อนเข้าวัดจะมีร้านค้าขายของที่ระลึกเต็มทั้งสองข้างทาง ซึ่งขอแนะนำให้ซื้อของฝากที่นี่ น่ารัก มีหลายอย่างให้เลือก และราคาไม่แพง (เข้าไปดูวัดก่อนแล้วค่อยออกมาเดินเลือกซื้อก็ได้นะ)
.jpg)
จากนั้นอาจจะไปแวะเดินเล่นแถว Ginza ซึ่งเป็นแหล่งช้อปของ brand name ทั้งหลาย ใครไม่สนของมียี่ห้อ เก๊าะไปเดินดูบรรยากาศเอาเฉยๆละกันจากนั้นก็ไป Tokyo Tower ที่หน้าตาจะเหมือนหอไอเฟล มีให้เลือก 2 แบบ ถ้าจะดูวิวแค่ 150m ก็จ่ายแค่ 820 เยน แต่ถ้าจะดูวิวที่ 250m (ซึ่งถือว่าไปแล้วก็ขึ้นไปเหอะ) จะเสียตังค์ 1420 เยน ถ้าวันไหนฟ้าไม่เป็นใจ ก็จะเห็นหมอกเยอะกว่าเมืองหน่อย
มีเวลาเหลือยังไม่มืด ลองนั่งรถไฟเล่นไป Odaiba ก็ได้ เป็นย่านเมืองใหม่ มีชิงช้าสวรรค์ยักษ์ให้ขึ้นไปดูเมืองอีกเหมือนกัน แต่อันนี้จะเริ่มคิวยาวตอนช่วงพลบค่ำ ถือว่าเป็นสถานที่โรแมนติกที่หนุ่มสาวชอบไปเดินเกี่ยวก้อยกันเป็นคู่ๆช่วงกลางคืน
มืดแล้วอาจจะไปเดินแถว Roppongi Hills ซึ่งจะมีตึก Mori Tower ขึ้นไปชมวิวได้ที่ชั้น 54 เสียตังค์ 1500 เยน แต่ขอแนะนำว่าให้ไปดูตอนกลางคืน ดูแสงสีจะดีกว่า เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง เพราะเปิดให้ขึ้นไปถึงห้าทุ่มโน่น แถวๆนั้นก็จะมี TV Asahi ซึ่งจะมีร้านขายของที่ระลึกสำหรับคนชอบ Doraemon อย่างเรา นอกนั้นก็ไม่มีอะไร แล้วก็จะเป็นแหล่งเที่ยวกลางคืนของหนุ่มสาวญี่ปุ่นน่ะ
.jpg)
ส่วนวันที่ 2 ถ้าไปตามแพลนที่เราไปกันมา ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ขอแนะนำให้เที่ยว Shinjuku-Harajuku-Shibuya ไล่ลงมาเลย Shinjuku ขอแนะนำให้ไป Tokyo Metropolitan Government Building ซึ่งจะหน้าตาคล้าย Notre Dame ของฝรั่งเศส สามารถขึ้นไปชมวิวที่ยอดตึกทึ้ง 2 ข้างที่ชั้น 54 ได้ฟรีโดยไม่เสียตังค์ วันอาทิตย์ก็เปิดตั้งแต่ 9 โมงครึ่ง ถ้าอากาศดี (ซึ่งจะมีไม่บ่อยครึ้ง) จะมองเห็นยอดภูเขาฟูจิและเมือง Yokohama ได้ ถ้าอยากได้สูดอากาศดีๆตอนเช้า ก็ลองเดินต่อไป Shinjuku Park หรือชอบ shopping ก็เดินกลับไปทาง East Exit ของสถานี shinjuku จะมีห้างใหญ่ๆอยู่หลายแห่งHarajuku ขอแนะนำว่า พอออกจากสถานี Harajuku ให้เดินไปทางขวาก่อน ตรงไปศาลเจ้า Meiji Shrine ก่อน ซึ่งบ่ายๆวันอาทิตย์จะมีวัยรุ่นแต่งตัวแปลกๆมารวมตัวกันอยู่ตรงลานหน้าทางเข้าของศาลเจ้า
.jpg)
เดินเข้าไปไหว้พระกัน....เดินบ่ายๆก็ได้ไม่ร้อนเลยเพราะต้นไม่ใหญ่ๆเต็มไปหมด พอออกจากศาลเจ้า ขอเน้นว่าให้ออกทางเดิมที่เดินเข้ามา อย่าออกทางอื่น เพราะเราหลงอ้อมโลกกันมาแล้ว ตรงข้ามสถานี Harajuku จะมีถนนคนเดิน Takeshita Dori ซึ่งวัยรุ่นจะเยอะมาก จะขายของประมาณพวก ร้าน 100 เยน ขายเสื้อผ้าเครื่องประดับ ของถูก ของวัยรุ่น คนเยอะ มีเครปให้กินShibuya ใครชอบช้อป ต้องที่นี่เลย แต่ขอบอกว่าให้เก็บไว้เป็นที่สุดท้ายของวัน เพราะที่นี่ มีแต่ช้อป กับช้อป กับช้อปอย่างเดียว ขืนมาที่นี่ก่อน หมดเวลาไปดูอย่างอื่นกันพอดี แถมยังจะเมื่อยขาเกินความจำเป็นอีก แถมร้านรวงแถวนี้ปิดดึก 3 ทุ่มแล้วคนยังเต็มถนนอยู่เลยอ่ะ อ้อที่สถานี shibuya ออกมาจากสถานีอย่าลืมเดินตรงไปทาง Hachiko Exit เพื่อถ่ายรูปกับรูปปั้นสุนัข Hachiko ล่ะ เค้าจะได้รู้ว่ามาถึง Shibuya แล้ว
.jpg)
วันที่ 3 ในโตเกียว เอาแถวๆ Asakusa ดีกว่าเริ่มจากนี่เลย วัด Sensoji หรือ Asakusa เป็นที่ประดิษสถานองค์เจ้าแม่กวนอิม ที่จะมีโคมไฟใหญ่สีแดงอยู่ตรงกลางประตูทางเข้าวัด มีเจดีย์ 5 ชั้น ทางเดินก่อนเข้าวัดจะมีร้านค้าขายของที่ระลึกเต็มทั้งสองข้างทาง ซึ่งขอแนะนำให้ซื้อของฝากที่นี่ น่ารัก มีหลายอย่างให้เลือก และราคาไม่แพง (เข้าไปดูวัดก่อนแล้วค่อยออกมาเดินเลือกซื้อก็ได้นะ)
.jpg)
จาก Asakusa Temple นั่งรถลงมาอีกหน่อยก็จะเจอ Ueno Park เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่มากของ Tokyo ร่มรื่น บรรยากาศดี มีดนตรีแบบ street performance ให้ฟังเป็นระยะๆ มีอนุสาวรีย์ Saigo Takamori ศาลเจ้า Toshogu มี Ueno Zoo และพิพิธภัณท์อะไรต่อมิอะไรอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด เลือกดูได้เลย ด้านหน้าทางเข้าและในสวนจะมีแผนที่บอกตลอดทางจากนั้นคนชอบช้อปก็ลองไปเดิน Ameyoko Street ดูก็ได้ เป็น Market-style shopping street เหมือนโบ๊เบ๊ ประตูน้ำบ้านเรา ซึ่งก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ เพราะเราจะไปช้อปของแบบนั้นที่ญี่ปุ่นแล้วแบกกลับมาเมืองไทยทำไมใช่มะ?? ส่วนคนที่สนใจพวกเครื่องไฟฟ้าก็อาจจะลองไปเดิน Akihabara ซึ่งจะเป็น Electric Town ของ Tokyo แต่ผู้หญิงอย่างเราไม่สนหรอก ยิ่งถ้าไม่รู้จะซื้ออะไร เดินแบบไร้จุดหมาย แป๊บเดียวก็เบื่อแล้วล่ะ
ถ้ามีเวลาว่าง 1 วัน ขอแนะนำให้ลองไปเที่ยว Kamakura ดู เป็นเมืองเล็กๆที่มีวัดเยอะแยะ อากาศดี บรรยากาศดี แล้วก็อยู่ไม่ไกลจาก Tokyo เลย
ถ้ามีเวลาว่าง 1 วัน ขอแนะนำให้ลองไปเที่ยว Kamakura ดู เป็นเมืองเล็กๆที่มีวัดเยอะแยะ อากาศดี บรรยากาศดี แล้วก็อยู่ไม่ไกลจาก Tokyo เลย
พอนั่งรถไฟไปถึง Kita-Kamakura station ก็เริ่มเดินเข้าวัดได้เลย เริ่มจากวัด Engakuji ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟแค่ไม่เกิน 3 นาที ข้างในสวย แถมมีระฆังใบใหญ่ให้เดินขึ้นบันได 140 ขั้นขึ้นไปดู แต่ก็คุ้มนะวิวสวยดี จากวัดนี้ก็มีถนนคนเดิน เดินต่อไปวัดโน้นนี้ได้ ที่ไม่ควรพลาดคือศาลเจ้า Tsurugaoka Hachimango Shrine ซึ่งเป็นศาลเจ้าดังและใหญ่ มี Torii ขนาดใหญ่ด้านหน้าทางเดินเข้าศาล ก่อนเข้าวัดเข้าศาลเจ้าที่นี่ เขาจะมีบ่อน้ำสะอาดให้ไว้ล้างมือบ้วนปาก พอเข้าไปในวัด แทบทุกวัดจะมีกล่องรางไม้ขนาดใหญ่ให้โยนเหรียญขอพร เริ่มจากโยนเหรียญ (เขาแนะนำว่าควรเป็นเหรียญที่มีรู แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร เหรียญไหนก็ใช้ได้ เพราะเป็นการทำบุญเหมือนกัน) โค้ง 2 ที ปรบมือ 2 ที ไหว้ขอพร แล้วโค้งอีกที เป็นอันเสร็จพิธี หรือใครอยากเขียนขอพรบนแผ่นไม่ก็ได้ แผ่นละ 500 เยนถ้าใครสนใจพิพิธภัณฑ์ก็มี Kamakura Museum of National Treasures ให้ชม แต่เราไม่ค่อยสนเลยขอข้ามไป จากหน้าศาลเจ้าใหญ่ จะมีถนนคนเดิน Komachi Dori Street ที่จะมีของที่ระลึก (ส่วนใหญ่ร้านจะอยู่ด้านขวามือ) ให้เดินดูอีกละ เดินไปเถอะ เพราะมันเป็นทางเดินมุ่งสู่สถานีรถไฟ นั่ง Enoshima Dentetsu Railway มาลงที่ Hase Station เพื่อไปนมัสการ Great Buddha ซึ่งจะเดินจากสถานีมาประมาณ 10 นาทีเอง ถนนเล็กๆน่าเดิน มีร้านขายของสองข้างทางเหมือนเดิม แต่ร้านเล็กๆน่ารัก ได้อีกบรรยากาศ พอออกจากวัดพระใหญ่ ขาเดินกลับไปสถานี ก็ไปแวะนมัสการเจ้าแม่กวนอิม 11 เศียรที่ Hasedera Temple กันซะก่อน ด้านในมีสวนญี่ป่นสวยนะแล้วก็สามารถนั่งรถกลับ Tokyo ได้เลย โดยนั่ง Enoden Railways มาลง Hase Station แล้วต่อ JR จาก Kamakura Station เข้าเมืองได้เลย ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ลองมาดูนะ Kamakura บรรยากาศดีมาก ชอบ ชอบ
Thursday, September 13, 2007
Best place to visit in Atlanta. You will meet sharks, rays, sea lions, beluga whales (which is my favorite), whale sharks and other cute fishies at Atlanta Aquarium.Wednesday, August 15, 2007
Subscribe to:
Posts (Atom)



