จากนั้นอาจจะไปแวะเดินเล่นแถว Ginza ซึ่งเป็นแหล่งช้อปของ brand name ทั้งหลาย ใครไม่สนของมียี่ห้อ เก๊าะไปเดินดูบรรยากาศเอาเฉยๆละกันจากนั้นก็ไป Tokyo Tower ที่หน้าตาจะเหมือนหอไอเฟล มีให้เลือก 2 แบบ ถ้าจะดูวิวแค่ 150m ก็จ่ายแค่ 820 เยน แต่ถ้าจะดูวิวที่ 250m (ซึ่งถือว่าไปแล้วก็ขึ้นไปเหอะ) จะเสียตังค์ 1420 เยน ถ้าวันไหนฟ้าไม่เป็นใจ ก็จะเห็นหมอกเยอะกว่าเมืองหน่อย
มีเวลาเหลือยังไม่มืด ลองนั่งรถไฟเล่นไป Odaiba ก็ได้ เป็นย่านเมืองใหม่ มีชิงช้าสวรรค์ยักษ์ให้ขึ้นไปดูเมืองอีกเหมือนกัน แต่อันนี้จะเริ่มคิวยาวตอนช่วงพลบค่ำ ถือว่าเป็นสถานที่โรแมนติกที่หนุ่มสาวชอบไปเดินเกี่ยวก้อยกันเป็นคู่ๆช่วงกลางคืน
มืดแล้วอาจจะไปเดินแถว Roppongi Hills ซึ่งจะมีตึก Mori Tower ขึ้นไปชมวิวได้ที่ชั้น 54 เสียตังค์ 1500 เยน แต่ขอแนะนำว่าให้ไปดูตอนกลางคืน ดูแสงสีจะดีกว่า เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง เพราะเปิดให้ขึ้นไปถึงห้าทุ่มโน่น แถวๆนั้นก็จะมี TV Asahi ซึ่งจะมีร้านขายของที่ระลึกสำหรับคนชอบ Doraemon อย่างเรา นอกนั้นก็ไม่มีอะไร แล้วก็จะเป็นแหล่งเที่ยวกลางคืนของหนุ่มสาวญี่ปุ่นน่ะ
.jpg)
ส่วนวันที่ 2 ถ้าไปตามแพลนที่เราไปกันมา ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ขอแนะนำให้เที่ยว Shinjuku-Harajuku-Shibuya ไล่ลงมาเลย Shinjuku ขอแนะนำให้ไป Tokyo Metropolitan Government Building ซึ่งจะหน้าตาคล้าย Notre Dame ของฝรั่งเศส สามารถขึ้นไปชมวิวที่ยอดตึกทึ้ง 2 ข้างที่ชั้น 54 ได้ฟรีโดยไม่เสียตังค์ วันอาทิตย์ก็เปิดตั้งแต่ 9 โมงครึ่ง ถ้าอากาศดี (ซึ่งจะมีไม่บ่อยครึ้ง) จะมองเห็นยอดภูเขาฟูจิและเมือง Yokohama ได้ ถ้าอยากได้สูดอากาศดีๆตอนเช้า ก็ลองเดินต่อไป Shinjuku Park หรือชอบ shopping ก็เดินกลับไปทาง East Exit ของสถานี shinjuku จะมีห้างใหญ่ๆอยู่หลายแห่งHarajuku ขอแนะนำว่า พอออกจากสถานี Harajuku ให้เดินไปทางขวาก่อน ตรงไปศาลเจ้า Meiji Shrine ก่อน ซึ่งบ่ายๆวันอาทิตย์จะมีวัยรุ่นแต่งตัวแปลกๆมารวมตัวกันอยู่ตรงลานหน้าทางเข้าของศาลเจ้า
.jpg)
เดินเข้าไปไหว้พระกัน....เดินบ่ายๆก็ได้ไม่ร้อนเลยเพราะต้นไม่ใหญ่ๆเต็มไปหมด พอออกจากศาลเจ้า ขอเน้นว่าให้ออกทางเดิมที่เดินเข้ามา อย่าออกทางอื่น เพราะเราหลงอ้อมโลกกันมาแล้ว ตรงข้ามสถานี Harajuku จะมีถนนคนเดิน Takeshita Dori ซึ่งวัยรุ่นจะเยอะมาก จะขายของประมาณพวก ร้าน 100 เยน ขายเสื้อผ้าเครื่องประดับ ของถูก ของวัยรุ่น คนเยอะ มีเครปให้กินShibuya ใครชอบช้อป ต้องที่นี่เลย แต่ขอบอกว่าให้เก็บไว้เป็นที่สุดท้ายของวัน เพราะที่นี่ มีแต่ช้อป กับช้อป กับช้อปอย่างเดียว ขืนมาที่นี่ก่อน หมดเวลาไปดูอย่างอื่นกันพอดี แถมยังจะเมื่อยขาเกินความจำเป็นอีก แถมร้านรวงแถวนี้ปิดดึก 3 ทุ่มแล้วคนยังเต็มถนนอยู่เลยอ่ะ อ้อที่สถานี shibuya ออกมาจากสถานีอย่าลืมเดินตรงไปทาง Hachiko Exit เพื่อถ่ายรูปกับรูปปั้นสุนัข Hachiko ล่ะ เค้าจะได้รู้ว่ามาถึง Shibuya แล้ว
.jpg)
วันที่ 3 ในโตเกียว เอาแถวๆ Asakusa ดีกว่าเริ่มจากนี่เลย วัด Sensoji หรือ Asakusa เป็นที่ประดิษสถานองค์เจ้าแม่กวนอิม ที่จะมีโคมไฟใหญ่สีแดงอยู่ตรงกลางประตูทางเข้าวัด มีเจดีย์ 5 ชั้น ทางเดินก่อนเข้าวัดจะมีร้านค้าขายของที่ระลึกเต็มทั้งสองข้างทาง ซึ่งขอแนะนำให้ซื้อของฝากที่นี่ น่ารัก มีหลายอย่างให้เลือก และราคาไม่แพง (เข้าไปดูวัดก่อนแล้วค่อยออกมาเดินเลือกซื้อก็ได้นะ)
.jpg)
จาก Asakusa Temple นั่งรถลงมาอีกหน่อยก็จะเจอ Ueno Park เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่มากของ Tokyo ร่มรื่น บรรยากาศดี มีดนตรีแบบ street performance ให้ฟังเป็นระยะๆ มีอนุสาวรีย์ Saigo Takamori ศาลเจ้า Toshogu มี Ueno Zoo และพิพิธภัณท์อะไรต่อมิอะไรอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด เลือกดูได้เลย ด้านหน้าทางเข้าและในสวนจะมีแผนที่บอกตลอดทางจากนั้นคนชอบช้อปก็ลองไปเดิน Ameyoko Street ดูก็ได้ เป็น Market-style shopping street เหมือนโบ๊เบ๊ ประตูน้ำบ้านเรา ซึ่งก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ เพราะเราจะไปช้อปของแบบนั้นที่ญี่ปุ่นแล้วแบกกลับมาเมืองไทยทำไมใช่มะ?? ส่วนคนที่สนใจพวกเครื่องไฟฟ้าก็อาจจะลองไปเดิน Akihabara ซึ่งจะเป็น Electric Town ของ Tokyo แต่ผู้หญิงอย่างเราไม่สนหรอก ยิ่งถ้าไม่รู้จะซื้ออะไร เดินแบบไร้จุดหมาย แป๊บเดียวก็เบื่อแล้วล่ะ
ถ้ามีเวลาว่าง 1 วัน ขอแนะนำให้ลองไปเที่ยว Kamakura ดู เป็นเมืองเล็กๆที่มีวัดเยอะแยะ อากาศดี บรรยากาศดี แล้วก็อยู่ไม่ไกลจาก Tokyo เลย
ถ้ามีเวลาว่าง 1 วัน ขอแนะนำให้ลองไปเที่ยว Kamakura ดู เป็นเมืองเล็กๆที่มีวัดเยอะแยะ อากาศดี บรรยากาศดี แล้วก็อยู่ไม่ไกลจาก Tokyo เลย
พอนั่งรถไฟไปถึง Kita-Kamakura station ก็เริ่มเดินเข้าวัดได้เลย เริ่มจากวัด Engakuji ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟแค่ไม่เกิน 3 นาที ข้างในสวย แถมมีระฆังใบใหญ่ให้เดินขึ้นบันได 140 ขั้นขึ้นไปดู แต่ก็คุ้มนะวิวสวยดี จากวัดนี้ก็มีถนนคนเดิน เดินต่อไปวัดโน้นนี้ได้ ที่ไม่ควรพลาดคือศาลเจ้า Tsurugaoka Hachimango Shrine ซึ่งเป็นศาลเจ้าดังและใหญ่ มี Torii ขนาดใหญ่ด้านหน้าทางเดินเข้าศาล ก่อนเข้าวัดเข้าศาลเจ้าที่นี่ เขาจะมีบ่อน้ำสะอาดให้ไว้ล้างมือบ้วนปาก พอเข้าไปในวัด แทบทุกวัดจะมีกล่องรางไม้ขนาดใหญ่ให้โยนเหรียญขอพร เริ่มจากโยนเหรียญ (เขาแนะนำว่าควรเป็นเหรียญที่มีรู แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร เหรียญไหนก็ใช้ได้ เพราะเป็นการทำบุญเหมือนกัน) โค้ง 2 ที ปรบมือ 2 ที ไหว้ขอพร แล้วโค้งอีกที เป็นอันเสร็จพิธี หรือใครอยากเขียนขอพรบนแผ่นไม่ก็ได้ แผ่นละ 500 เยนถ้าใครสนใจพิพิธภัณฑ์ก็มี Kamakura Museum of National Treasures ให้ชม แต่เราไม่ค่อยสนเลยขอข้ามไป จากหน้าศาลเจ้าใหญ่ จะมีถนนคนเดิน Komachi Dori Street ที่จะมีของที่ระลึก (ส่วนใหญ่ร้านจะอยู่ด้านขวามือ) ให้เดินดูอีกละ เดินไปเถอะ เพราะมันเป็นทางเดินมุ่งสู่สถานีรถไฟ นั่ง Enoshima Dentetsu Railway มาลงที่ Hase Station เพื่อไปนมัสการ Great Buddha ซึ่งจะเดินจากสถานีมาประมาณ 10 นาทีเอง ถนนเล็กๆน่าเดิน มีร้านขายของสองข้างทางเหมือนเดิม แต่ร้านเล็กๆน่ารัก ได้อีกบรรยากาศ พอออกจากวัดพระใหญ่ ขาเดินกลับไปสถานี ก็ไปแวะนมัสการเจ้าแม่กวนอิม 11 เศียรที่ Hasedera Temple กันซะก่อน ด้านในมีสวนญี่ป่นสวยนะแล้วก็สามารถนั่งรถกลับ Tokyo ได้เลย โดยนั่ง Enoden Railways มาลง Hase Station แล้วต่อ JR จาก Kamakura Station เข้าเมืองได้เลย ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ลองมาดูนะ Kamakura บรรยากาศดีมาก ชอบ ชอบ